บทความนี้มีฉบับภาษาอังกฤษ: Thailand Employee Welfare Fund 2026 และฉบับภาษาจีนสำหรับนักลงทุนไต้หวันบนเว็บไซต์ Louis Group: 泰國員工救濟基金 2026

สรุปประเด็นสำคัญ

  • เริ่มจัดเก็บจริง 1 ตุลาคม 2569 นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปต้องขึ้นทะเบียนและนำส่งเงินรายเดือน งวดแรกภายใน 15 พฤศจิกายน 2569
  • อัตราฝ่ายละ 0.25% ของค่าจ้าง ในช่วง 1 ต.ค. 2569 – 30 ก.ย. 2574 และเพิ่มเป็นฝ่ายละ 0.50% ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2574 โดยไม่มีเพดานขั้นต่ำหรือขั้นสูง
  • มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้วไม่ได้แปลว่ายกเว้นทั้งบริษัท ข้อยกเว้นพิจารณาเป็นรายบุคคล ลูกจ้างทดลองงาน รายวัน สัญญาจ้างมีกำหนดเวลา และลูกจ้างต่างด้าวคือกลุ่มที่ตกหล่นบ่อยที่สุด
  • ความเสี่ยงที่แท้จริงไม่ใช่ 0.25% แต่คือเงินเพิ่มร้อยละ 5 ต่อเดือน ที่สะสมจากการตกหล่นเชิงระบบ

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างมีฐานทางกฎหมายอยู่ในหมวด 13 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 (มาตรา 126 เป็นต้นไป) มาตั้งแต่แรก แต่ส่วนที่เป็น "เงินสะสมของลูกจ้าง" และ "เงินสมทบของนายจ้าง" ยังไม่เคยถูกบังคับใช้จริง เพราะต้องรอพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเริ่มจัดเก็บ

1. ที่มาและสถานะทางกฎหมาย

ลำดับเหตุการณ์ที่สำคัญ:

  • พระราชกฤษฎีกากำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2567 — ให้ไว้ ณ วันที่ 14 พฤศจิกายน 2567 ประกาศราชกิจจานุเบกษา 15 พฤศจิกายน 2567 กำหนดให้เริ่มจัดเก็บตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 (อ้างอิง [2])
  • มติคณะรัฐมนตรี วันที่ 26 สิงหาคม 2568 ให้เลื่อนออกไปอีก 1 ปี ด้วยเหตุผลด้านสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัว (อ้างอิง [5])
  • พระราชกฤษฎีกากำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2568 — ให้ไว้ ณ วันที่ 13 กันยายน 2568 ประกาศราชกิจจานุเบกษา 14 กันยายน 2568 มาตรา 3 ให้ยกเลิกพระราชกฤษฎีกาฉบับ พ.ศ. 2567 และมาตรา 4 กำหนดให้ เริ่มจัดเก็บตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป (อ้างอิง [3])
  • กฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2568 — ประกาศราชกิจจานุเบกษา 15 กันยายน 2568 กำหนดอัตราใหม่ให้สอดคล้องกับวันเริ่มจัดเก็บที่เลื่อนออกไป (อ้างอิง [4])

ข้อควรระวัง: เอกสารเผยแพร่จำนวนไม่น้อยที่ยังอ้างอิงชุดวันที่เดิม (1 ต.ค. 2568 – 30 ก.ย. 2573) ซึ่งถูกยกเลิกไปแล้ว ชุดวันที่ที่ใช้บังคับในปัจจุบันคือ 1 ต.ค. 2569 – 30 ก.ย. 2574 และ 1 ต.ค. 2574 เป็นต้นไป

2. ใครอยู่ในบังคับ

นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ต้องขึ้นทะเบียนและนำส่งเงินเข้ากองทุน เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้น

ข้อยกเว้นที่สำคัญ คือ ลูกจ้างที่นายจ้างได้จัดให้มีการสงเคราะห์แก่ลูกจ้างตามกฎหมายอื่นอยู่แล้ว โดยเฉพาะ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund)

จุดที่นายจ้างมักเข้าใจผิดที่สุดคือ ข้อยกเว้นนี้พิจารณาเป็นรายบุคคล ไม่ใช่ยกเว้นทั้งบริษัท กล่าวคือ

  • บริษัทมีพนักงาน 150 คน เข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 110 คน → อีก 40 คนที่เหลือต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
  • พนักงานที่อยู่ระหว่างทดลองงานและยังไม่มีสิทธิเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ → ต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างในช่วงนั้นก่อน แล้วจึงแจ้งหยุดส่งเมื่อเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
  • ลูกจ้างสัญญาจ้างมีกำหนดเวลา ลูกจ้างรายวัน ลูกจ้างชั่วคราว และลูกจ้างต่างชาติที่ไม่เข้าเงื่อนไขของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ → ต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

ลูกจ้างที่อยู่ในบังคับ ครอบคลุมลูกจ้างรายเดือน รายวัน รายชั่วโมง ตามผลงาน ตามฤดูกาล ลูกจ้างตามสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลา ลูกจ้างที่จ้างต่อหลังเกษียณ และ ลูกจ้างต่างด้าวทุกสัญชาติ ซึ่งเป็นประเด็นที่กระทบโรงงานและกิจการที่ใช้แรงงานต่างด้าวโดยตรง

ผู้ที่ไม่อยู่ในบังคับ เช่น ผู้รับจ้างอิสระ/ฟรีแลนซ์ที่ไม่อยู่ใต้บังคับบัญชา กรรมการผู้จัดการที่บริหารกิจการโดยอิสระและไม่อยู่ใต้บังคับบัญชา ตัวแทนขายอิสระ ไรเดอร์ และนักศึกษาฝึกงานตามหลักสูตร

นอกจากนี้ยังมีกิจการที่กฎหมายยกเว้นไม่ให้นำหมวด 13 มาใช้บังคับ เช่น งานประมง มูลนิธิ สมาคม งานบ้านอันมิได้มีการประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย และโรงเรียนเอกชนเฉพาะในส่วนบุคลากรทางการศึกษา

3. อัตราเงินสะสมและเงินสมทบ

ช่วงเวลาลูกจ้าง (เงินสะสม)นายจ้าง (เงินสมทบ)
1 ต.ค. 2569 – 30 ก.ย. 25740.25% ของค่าจ้าง0.25% ของค่าจ้าง
ตั้งแต่ 1 ต.ค. 25740.50% ของค่าจ้าง0.50% ของค่าจ้าง

ตัวอย่าง: ลูกจ้างค่าจ้างเดือนละ 30,000 บาท ในช่วงแรกจะถูกหักเงินสะสม 75 บาท และนายจ้างจ่ายเงินสมทบอีก 75 บาท รวมนำส่งเข้ากองทุน 150 บาทต่อเดือนต่อลูกจ้าง 1 ราย

การหักเงินสะสมทำทุกครั้งที่มีการจ่ายค่าจ้างในแต่ละงวด และ ไม่มีเพดานขั้นต่ำหรือขั้นสูง ต่างจากเงินสมทบประกันสังคมที่มีเพดาน

ที่มา: กฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2568 ประกอบพระราชกฤษฎีกาฯ พ.ศ. 2568 [3][4]

4. ฐานค่าจ้างที่ใช้คำนวณ

ฐานคำนวณคือ "ค่าจ้าง" ตามนิยามในมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฯ คือเงินที่จ่ายเป็นค่าตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติ รวมถึงเงินที่จ่ายในวันหยุดหรือวันลาที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับ

โดยแนวปฏิบัติทั่วไป:

  • นำมาคำนวณ — เงินเดือน ค่าจ้างรายวัน/รายชั่วโมง ค่าจ้างตามผลงาน ค่าครองชีพ ค่าตำแหน่ง ค่าวิชาชีพ ค่าน้ำมันรถแบบเหมาจ่าย ค่าคอมมิชชั่นที่คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ตั้งแต่บาทแรกของยอดขาย เงินเดือนเดือนที่ 13
  • ไม่นำมาคำนวณ — โบนัส เบี้ยขยัน สวัสดิการและค่าใช้จ่าย เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าเช่าบ้าน ค่าผ่านทาง ค่าที่จอดรถ เซอร์วิสชาร์จ เบี้ยประชุม และเงินจูงใจต่าง ๆ

ในทางปฏิบัติ เส้นแบ่งระหว่าง "ค่าจ้าง" กับ "สวัสดิการ" เป็นประเด็นที่มีข้อพิพาทในศาลแรงงานอยู่เสมอ นายจ้างจึงควรทบทวนโครงสร้างค่าตอบแทนของตนก่อนตั้งค่าระบบ payroll

5. การขึ้นทะเบียนและแบบฟอร์ม

ช่องทาง: ยื่นผ่านระบบ e-service ของกระทรวงแรงงาน (eservice.labour.go.th) เป็นหลัก หรือยื่น ณ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด/พื้นที่ ทางไปรษณีย์ หรืออีเมล

เอกสารประกอบ: หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล (หรือทะเบียนการค้ากรณีบุคคลธรรมดา) และเอกสารประจำตัวนายจ้าง — กรณีนายจ้างเป็นชาวต่างชาติ ให้ใช้หนังสือเดินทางพร้อมใบอนุญาตทำงานและหลักฐานการเข้าเมือง

แบบใช้เมื่อ
สกล.3แบบรายการแสดงรายชื่อลูกจ้าง — กิจการที่อยู่ในบังคับ
สกล.3/1กิจการที่ไม่อยู่ในบังคับ แต่ลูกจ้างประสงค์เข้ากองทุน
สกล.3/2แจ้งเปลี่ยนแปลงข้อมูล (ชื่อบริษัท ที่อยู่ จำนวนลูกจ้าง) ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่มีการเปลี่ยนแปลง
สกล.4 / สกล.4/1หนังสือสำคัญการขึ้นทะเบียนที่ทางราชการออกให้
สกล.5แบบระบุผู้พึงได้รับเงินกรณีลูกจ้างถึงแก่ความตาย

ข้อสังเกต: นายจ้างที่เคยยื่นแบบ สปส 1-01, สปส 1-03 และ สปส 6-15 ต่อสำนักงานประกันสังคมแล้ว ให้ถือว่าได้ยื่นแบบ สกล.3 (หรือ สกล.3/1) และ สกล.3/2 แล้ว ซึ่งช่วยลดภาระเอกสารได้มาก แต่ไม่ได้ทำให้หน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของรายชื่อลูกจ้างหมดไป

กรณีมีหลายสาขา นายจ้างเลือกยื่นรวมที่ท้องที่ของสำนักงานใหญ่ หรือแยกยื่นตามเขตพื้นที่ของแต่ละสาขาก็ได้

ที่มา: แบบและขั้นตอนตามที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกำหนด และคำชี้แจงประกอบพระราชกฤษฎีกาฯ [1][6][7]

6. กำหนดเวลานำส่งเงิน

นายจ้างต้องนำส่งเงินสะสมและเงินสมทบ ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่หักเงิน

  • งวดค่าจ้างเดือนตุลาคม 2569 → นำส่งครั้งแรกภายใน 15 พฤศจิกายน 2569

ชำระผ่านสถาบันการเงินหรือหน่วยบริการที่ทำความตกลงกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน แล้วอัปโหลดหลักฐานการชำระเงินพร้อมแบบ สกล.3/สกล.3/1 เข้าระบบ e-service การชำระด้วยเงินสดหรือเช็คทำได้เฉพาะกรณีมีเหตุขัดข้องในระบบ e-payment

7. ผลของการไม่ปฏิบัติตาม

  • ไม่นำส่ง หรือนำส่งไม่ครบถ้วน ต้องจ่าย เงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือน ของจำนวนเงินที่ค้างชำระ (เศษของเดือนตั้งแต่ 15 วันขึ้นไปนับเป็น 1 เดือน ต่ำกว่า 15 วันปัดทิ้ง)
  • พนักงานตรวจแรงงานมีอำนาจออกหนังสือแจ้งเตือนให้นำส่งเงินที่ค้างภายใน 30 วัน
  • หากยังไม่ปฏิบัติตาม อาจนำไปสู่การบังคับตามกฎหมายและความรับผิดทางอาญาตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฯ

ในทางปฏิบัติ ความเสี่ยงที่แท้จริงไม่ใช่ตัวเงิน 0.25% แต่คือ ดอกเบี้ยเชิงลงโทษร้อยละ 5 ต่อเดือน ที่สะสมจากการตกหล่นเชิงระบบ เช่น ลืมขึ้นทะเบียนลูกจ้างกลุ่มที่ไม่ได้อยู่ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือคำนวณฐานค่าจ้างผิด

ที่มา: พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 หมวด 13 กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง [1]

8. เมื่อลูกจ้างออกจากงานหรือถึงแก่ความตาย

ลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ทั้งหมด โดยไม่มีเงื่อนไข ไม่ว่าจะเป็นการลาออกเอง ถูกเลิกจ้าง (แม้กระทำผิดวินัย) สิ้นสุดสัญญาจ้าง หรือเกษียณอายุ ซึ่งเป็นความแตกต่างสำคัญจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่มักมีเงื่อนไข vesting

  • นายจ้างต้องออกหนังสือยืนยันการสิ้นสภาพการจ้างและดำเนินการภายใน 30 วัน
  • ลูกจ้างยื่นคำขอต่อพนักงานตรวจแรงงานในพื้นที่ พร้อมบัตรประจำตัวประชาชน (หรือหนังสือเดินทางและใบอนุญาตทำงานกรณีเป็นชาวต่างชาติ) และสำเนาหน้าสมุดบัญชีธนาคาร
  • นายจ้างต้องนำส่งเงินงวดสุดท้ายก่อน ลูกจ้างจึงจะได้รับเงิน — ความล่าช้าของนายจ้างจึงกลายเป็นข้อร้องเรียนของลูกจ้างโดยตรง
  • กรณีลูกจ้างถึงแก่ความตาย เงินตกแก่ผู้ที่ระบุไว้ในแบบ สกล.5 หากไม่ได้ระบุไว้ ให้ตกแก่บุตร คู่สมรส บิดา และมารดา ในส่วนเท่า ๆ กัน

ที่มา: กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจัดการสงเคราะห์แก่ลูกจ้างในกรณีที่ลูกจ้างออกจากงานหรือตาย พ.ศ. 2567 ประกอบ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฯ หมวด 13 [1][7]

9. รายการตรวจสอบก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2569

  • นับจำนวนลูกจ้างทั้งหมด รวมลูกจ้างรายวัน ลูกจ้างสัญญาจ้างมีกำหนดเวลา และลูกจ้างต่างด้าว — ถึง 10 คนหรือไม่
  • จัดทำบัญชีรายชื่อลูกจ้างแยกเป็นสองกลุ่ม: กลุ่มที่เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และกลุ่มที่ไม่เป็น (กลุ่มหลังคือกลุ่มที่ต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง)
  • ทบทวนโครงสร้างค่าตอบแทน แยก "ค่าจ้าง" ออกจาก "สวัสดิการ" ให้ชัดเจน เพื่อกำหนดฐานคำนวณ
  • ตั้งค่าระบบ payroll ให้รองรับรายการหักใหม่ และตรวจสอบว่าสลิปเงินเดือนแสดงรายการหักนี้อย่างถูกต้อง
  • เตรียมแบบ สกล.3 และเอกสารประกอบ พร้อมสมัคร/ตรวจสอบสิทธิเข้าใช้ระบบ e-service
  • แจกและรวบรวมแบบ สกล.5 จากลูกจ้างทุกคน
  • ทบทวนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและสัญญาจ้าง โดยเฉพาะข้อที่ว่าด้วยการหักค่าจ้างและสวัสดิการเมื่อสิ้นสุดการจ้าง
  • สื่อสารกับลูกจ้างล่วงหน้า — โดยเฉพาะลูกจ้างต่างด้าว ควรมีเอกสารอธิบายในภาษาที่ลูกจ้างเข้าใจ

10. ข้อสังเกต

ประการแรก ภาระต้นทุนที่แท้จริงสูงกว่า 0.25% เมื่อรวมต้นทุนการปฏิบัติตามกฎหมาย ทั้งการปรับระบบ payroll การจัดทำเอกสาร และการนำส่งรายเดือน สำหรับกิจการที่มีลูกจ้างจำนวนมากและอัตราการเข้าออกสูง ภาระด้านบริหารจัดการมีนัยสำคัญกว่าตัวเงิน

ประการที่สอง นายจ้างที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้วไม่ควรสรุปว่าตนได้รับยกเว้นทั้งองค์กร ในทางกลับกัน กิจการเหล่านี้กลับมีความเสี่ยงสูงที่สุด เพราะกลุ่มลูกจ้างที่ตกหล่น (พนักงานทดลองงาน ลูกจ้างรายวัน ลูกจ้างต่างด้าว) มักไม่ถูกนับรวมไว้ในระบบตั้งแต่ต้น

ประการที่สาม นายจ้างที่กำลังพิจารณาจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้ว ควรประเมินทางเลือกทั้งสองพร้อมกัน เนื่องจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีและออกแบบเงื่อนไขได้ยืดหยุ่นกว่า แต่มีต้นทุนการจัดตั้งและบริหารสูงกว่า

ประการที่สี่ เนื่องจากกำหนดเวลาถูกเลื่อนมาแล้วสองครั้ง จึงควรติดตามประกาศของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานอย่างต่อเนื่องจนถึงไตรมาส 4 ปี 2569 ทั้งในเรื่องรายละเอียดของระบบ e-service แบบฟอร์ม และแนวปฏิบัติเกี่ยวกับฐานค่าจ้าง

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเริ่มจัดเก็บเมื่อไร?

เริ่มจัดเก็บตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ตามพระราชกฤษฎีกาฯ พ.ศ. 2568 งวดค่าจ้างเดือนตุลาคม 2569 ต้องนำส่งครั้งแรกภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2569 ชุดวันที่ "1 ตุลาคม 2568" ที่ยังพบในเอกสารหลายแห่งเป็นฉบับที่ถูกยกเลิกไปแล้ว

บริษัทมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว ยังต้องนำส่งเงินเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างหรือไม่?

ต้องพิจารณาเป็นรายบุคคล ลูกจ้างที่เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้รับยกเว้น แต่ลูกจ้างที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก เช่น ลูกจ้างทดลองงาน ลูกจ้างรายวัน ลูกจ้างสัญญาจ้างมีกำหนดเวลา และลูกจ้างต่างด้าวที่ไม่เข้าเงื่อนไข ยังต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง กองทุนสำรองเลี้ยงชีพไม่ได้ยกเว้นทั้งบริษัท

อัตราเงินสะสมและเงินสมทบเท่าไร มีเพดานหรือไม่?

ช่วง 1 ตุลาคม 2569 – 30 กันยายน 2574 ลูกจ้างและนายจ้างฝ่ายละ 0.25% ของค่าจ้าง ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2574 ฝ่ายละ 0.50% คำนวณจาก "ค่าจ้าง" ตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฯ โดยไม่มีเพดานขั้นต่ำหรือขั้นสูง

ลูกจ้างต่างด้าวต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างหรือไม่?

ต้อง ลูกจ้างต่างด้าวทุกสัญชาติอยู่ในบังคับ รวมถึงผู้บริหารชาวต่างชาติที่รับค่าจ้างจากบริษัทในไทย เว้นแต่เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว หรือเป็นผู้รับจ้างอิสระที่ไม่อยู่ใต้บังคับบัญชา

ถ้านำส่งเงินล่าช้าหรือไม่ครบจะเกิดอะไรขึ้น?

ต้องจ่ายเงินเพิ่มร้อยละ 5 ต่อเดือนของจำนวนเงินที่ค้างชำระ (เศษของเดือนตั้งแต่ 15 วันนับเป็น 1 เดือน) พนักงานตรวจแรงงานมีอำนาจออกหนังสือแจ้งเตือนให้นำส่งภายใน 30 วัน และหากยังไม่ปฏิบัติตามอาจมีการบังคับตามกฎหมายและความรับผิดทางอาญาตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฯ

ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างเพราะกระทำผิดวินัยยังได้รับเงินจากกองทุนหรือไม่?

ได้รับเงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ทั้งหมดโดยไม่มีเงื่อนไข ไม่ว่าจะลาออกเอง ถูกเลิกจ้าง สิ้นสุดสัญญา หรือเกษียณ แต่ต้องรอให้นายจ้างนำส่งเงินงวดสุดท้ายก่อน ความล่าช้าของนายจ้างจึงกลายเป็นข้อร้องเรียนของลูกจ้างโดยตรง

บทความที่เกี่ยวข้อง

แหล่งอ้างอิง

ก. กฎหมายและประกาศ (Primary sources)

  • พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 หมวด 13 "กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง" (มาตรา 126 เป็นต้นไป)
  • พระราชกฤษฎีกากำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2567 — ให้ไว้ ณ วันที่ 14 พฤศจิกายน 2567 ประกาศราชกิจจานุเบกษา 15 พฤศจิกายน 2567 (ถูกยกเลิกแล้ว)
  • พระราชกฤษฎีกากำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2568 — ให้ไว้ ณ วันที่ 13 กันยายน 2568 ประกาศราชกิจจานุเบกษา 14 กันยายน 2568 (ฉบับที่ใช้บังคับปัจจุบัน)
  • กฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2568 — ประกาศราชกิจจานุเบกษา 15 กันยายน 2568 (แทนที่กฎกระทรวงฯ พ.ศ. 2567 ซึ่งอ้างอิงชุดวันที่เดิม)
  • มติคณะรัฐมนตรี วันที่ 26 สิงหาคม 2568 เรื่อง การเลื่อนระยะเวลาเริ่มจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
  • กฎกระทรวงกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างว่าด้วยการให้ลูกจ้างในกิจการที่มิได้อยู่ในบังคับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 สมัครเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2567
  • กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจัดการสงเคราะห์แก่ลูกจ้างในกรณีที่ลูกจ้างออกจากงานหรือตาย พ.ศ. 2567

ข. เอกสารและระบบของหน่วยงาน

  • คำชี้แจงพระราชกฤษฎีกากำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง — กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน
  • แบบ สกล.3, สกล.3/1, สกล.3/2, สกล.4, สกล.4/1 และ สกล.5 — แบบที่อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกำหนด
  • ระบบ e-service กระทรวงแรงงาน: https://eservice.labour.go.th
  • เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา: https://ratchakitcha.soc.go.th
  • ข้อมูลกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง — เว็บไซต์กระทรวงแรงงาน: https://www.mol.go.th/employee/employee_fund

หมายเหตุการอ้างอิง: เลขเล่ม/ตอน/หน้าของราชกิจจานุเบกษา และเลขมาตราที่อ้างถึงในบทความนี้ ควรตรวจสอบยืนยันกับตัวบทที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาอีกครั้งก่อนนำไปใช้อ้างอิงในเอกสารทางการ นอกจากนี้ รายละเอียดเชิงปฏิบัติเกี่ยวกับระบบ e-service แบบฟอร์ม และแนวการคำนวณฐานค่าจ้าง อาจมีประกาศเพิ่มเติมจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2569

บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ความรู้ทั่วไป มิใช่ความเห็นทางกฎหมายสำหรับกรณีใดกรณีหนึ่ง หากท่านต้องการคำแนะนำเฉพาะสำหรับกิจการของท่าน โปรดติดต่อทีมทนายความของบริษัท หลุยส์ แอนด์ พาร์ทเนอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด

บทความโดย นายโสภณ ศิริมงคลรัตน์ (Sopon Sirimongkolrat) หุ้นส่วนผู้ก่อตั้ง Louis & Partners (Thailand) Co., Ltd.